คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย แยกตามหมวดหมู่ดังนี้

1. การอัดภาพ
2. งานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต
3. ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการอัดรูป
4. ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต
5. บริการออนไลน์
6. ระบบจัดการสี
7. การให้บริการของทางร้าน

การอัดภาพ

Q: กระดาษแต่ละยี่ห้อแตกต่างกันอย่างไร
A: ปัจจุบันทางร้านให้บริการกระดาษอยู่สองยี่ห้อคือกระดาษ Super Digital Professional และกระดาษ Kodak Royal โดยกระดาษ Super Digital Professional จะมีทั้งแบบผิวมันและผิวด้าน ส่วนกระดาษ Kodak Royal จะมีเฉพาะผิวมัน และเนื่องจากทางร้านมีการควบคุมระบบสีเป็นอย่างดี ผลลัพธ์เรื่องของสีและความคมชัดของสองกระดาษนี้จึงไม่แตกต่างกันค่ะ สำหรับความหนาของกระดาษ กระดาษ Super Digital Professional และกระดาษ Kodak Royal มีความหนาเท่ากัน และยังหนากว่า Kodak Edge และกระดาษ Fuji เกรดปกติที่ให้บริการอยู่ทั่วไปอีกด้วย ลูกค้าจึงวางใจได้ไม่ว่าจะเลือกใช้กระดาษยี่ห้อใดก็ตามค่ะ

Q: กระดาษมัน (Glossy) และกระดาษด้าน (Luster) แบบไหนดีกว่ากัน ต่างกันยังไง
A: กระดาษทั้งสองแบบมีความคมชัดและแสดงสีสันได้สดใสเหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่ผิวของกระดาษ โดยกระดาษมันจะมีผิวเรียบและมีความมันวาว สำหรับกระดาษด้านเนื้อกระดาษจะมีเกรนกระดาษที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ช่วยให้ภาพมีความนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้าและการนำไปใช้ เช่น หากลูกค้าต้องการนำภาพไปใส่กรอบรูป การเลือกใช้กระดาษด้านก็จะลดแสงสะท้อนได้ด้วยค่ะ (ดูตัวอย่างได้จาก เกร็ดน่ารู้สำหรับการอัดภาพตอนที่ 1)

Q: ทำไมบางส่วนของภาพถึงหายไป เวลานำรูปไปอัด
A: เนื่องจากสัดส่วนของรูปที่ลูกค้าต้องการอัด ไม่เท่ากับสัดส่วนภาพของไฟล์ที่นำมา ยกตัวอย่างเช่น รูปขนาดจัมโบ้ (4"x6") มีสัดส่วนด้านกว้างต่อด้านยาวเป็น 3:2 แต่สัดส่วนภาพของไฟล์ที่ได้จากกล้องดิจิตอลนั้นแตกต่างกันออกไปแล้วแต่รุ่น (DSLR 3:2 Compact 4:3, 3:2, 16:9 เป็นต้น) ทำให้มีบางส่วนของภาพเกินออกมาจากกระดาษ หากลูกค้าต้องการให้ทุกส่วนของภาพอยู่ครบ สามารถบอกให้ทางร้านอัดแบบ "เต็มไฟล์" ได้ค่ะ (อ่านเพิ่มเติมได้จากเกร็ดน่ารู้สำหรับการล้างอัดภาพ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2)

Q: ถ่ายรูปด้วยมือถือ นำมาอัดได้หรือไม่
A: ได้ค่ะ และจะสะดวกรวดเร็วขึ้นมากหากลูกค้าบันทึกภาพไว้ในการ์ดความจำที่มีอยู่ในเครื่อง หากมือถือรุ่นที่ใช้อยู่ไม่มีการ์ด จะต้องใช้สายข้อมูลเพื่อดึงไฟล์ออกมา (Data Sync Cable) ทางร้านเรามีสายข้อมูลสำหรับมือถือรุ่นที่เป็นที่นิยมอยู่แล้ว หากไม่แน่ใจ ลูกค้าสามารถนำสายมาด้วยตัวเองได้ค่ะ

Q: ทางร้านอัดรูปใหญ่ที่สุดได้ขนาดเท่าไหร่
A: ทางร้านอัดได้ถึงขนาด 24 นิ้ว x 100 นิ้วค่ะ และสามารถรอรับได้เลยเพราะไม่ต้องส่งเข้ากรุงเทพฯเหมือนร้านอื่น ๆ โดยทางร้านให้บริการด้วยเครื่องอัดภาพระบบดิจิตอลรุ่นใหม่ล่าสุด จึงมั่นใจได้ในคุณภาพ สีสัน และความคมชัด

Q: นำรูปมาอัดที่ร้านดีกว่าปริ้นท์เองที่บ้านยังไง
A: การอัดรูปที่ร้านช่วยประหยัดต้นทุน รวดเร็ว และรูปที่ได้มีความคงทนกว่ามาก (20 ปีขึ้นไปในการจัดเก็บปรกติ) หากลูกค้าต้องงานปริ้นท์ที่มีคุณภาพในระดับเดียวกัน จะต้องใช้เครื่องปริ้นท์อิงค์เจ๊ตระดับมืออาชีพที่มีราคาหลายหมื่นบาท รวมถึงต้นทุนกระดาษและหมึกของแท้สำหรับภาพขนาด 4"x6" ไม่ต่ำกว่าใบละ 10 บาท ในขณะที่ทางร้านให้บริการอัดรูปขนาดเดียวกันที่ราคาใบละ 2.5 บาทเท่านั้น นอกจากนี้เรายังมีระบบจัดการสีที่มีความแม่นยำสูงทำให้งานที่ได้มีคุณภาพดีเยี่ยมตามมาตรฐานของมืออาชีพ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การใช้งานระบบจัดการสี

Q: ทางร้านแต่งรูปที่นำไปอัดให้ด้วยหรือเปล่า
A: โดยปรกติแล้ว ทางร้านจะปรับแก้ความสว่างและสี ในกรณีที่ถ่ายมามึดเกินไป สว่างเกินไป หรือมีสีเปื้อนที่เกิดจากสภาพแสงขณะถ่าย (ติดเขียว ติดม่วง เป็นต้น) สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้แต่งรูปให้เป็นพิเศษ ทางร้านเราก็มีบริการตกแต่งซ่อมแซมภาพให้ด้วยค่ะ (อ่านรายละเอียด) และหากลูกค้าไม่ต้องการให้ปรับภาพแต่อย่างใดเลย สามารถบอกกับทางร้านตอนที่นำไฟล์มาอัดว่า "ไม่ต้องปรับภาพ" ได้เช่นกัน

งานพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ต

Q: งานพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ตต่างจากอัดรูปอย่างไร
A: กระดาษที่ใช้จะเป็นกระดาษอาร์ท สามารถพิมพ์ได้ทั้งสองด้านของกระดาษ ต่างจากการอัดรูปที่อัดลงบนกระดาษโฟโต้และอัดได้ด้านเดียว

Q: ต้องพิมพ์เยอะแค่ไหน มีค่าทำเพลตหรือไม่
A: ข้อดีของระบบดิจิตอลออฟเซ็ต คือไม่มีต้นทุนค่าทำเพลต ทำให้ลูกค้าที่ต้องการพิมพ์จำนวนน้อยสามารถพิมพ์ได้ในต้นทุนที่ถูกกว่าโรงพิมพ์ ขั้นต่ำงานพิมพ์ขนาด 4x6 เพียง 9 ใบเท่านั้นค่ะ

Q: ใช้เวลานานไหม เคยไปโรงพิมพ์ต้องรอเป็นอาทิตย์
A: ใช้เวลาประมาณ 1-2 วันขึ้นอยู่กับปริมาณงานและลักษณะการจบงาน (Finishing) ของลูกค้า สำหรับงานด่วนพิมพ์อย่างเดียว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ

Q: สามารถพิมพ์ได้ถึงขนาดเท่าไหร่
A: ขนาดใหญ่ที่สุดที่ให้บริการคือขนาด A3 หรือ 297x420 มม. ค่ะ

Q: ควรใช้กระดาษความหนาเท่าไหร่
A: ทางร้านมีกระดาษให้เลือกสี่แบบคือ 105, 200, 250 และ 300 แกรม สำหรับงานใบปลิวแผ่นพับ ควรใช้กระดาษ 105 แกรม สำหรับการ์ดประเภทต่าง ๆ แนะนำให้ใช้ 200 หรือ 250 แกรม ส่วนลูกค้าที่ต้องการกระดาษที่แข็งเป็นพิเศษ แนะนำให้ใช้กระดาษ 300 แกรมค่ะ

Q: เทียบกับอัดรูปแล้วแบบไหนได้งานสวยกว่ากัน
A: ลักษณะของงานทั้งสองแบบมีดีกันคนละอย่างค่ะ บริการอัดรูปเหมาะสำหรับงานที่เน้นการไล่โทน เช่นภาพถ่ายบุคคล หรืองานออกแบบที่มีรูปถ่ายบุคคลเป็นหลัก เพราะให้สามารถไล่โทนได้อย่างนุ่มนวลกว่า ส่วนงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ตเหมาะสำหรับงานกราฟฟิคที่เป็นลายเส้นและตัวอักษรเพราะสามารถพิมพ์ได้อย่างคมชัด และสามารถพิมพ์สีที่สุดมาก ๆ อย่างสีฟ้าสด (100% Cyan) ม่วงสด (100% Magenta) หรือเหลืองสด (100% Yellow) ได้ด้วย แต่ว่าการไล่โทนสีผิวหรือการไล่เฉดสี (Gradient) จะสู้งานอัดรูปไม่ได้

Q: สติ๊กเกอร์กระดาษ กับสติ๊กเกอร์ PP ต่างกันอย่างไร
A: สติ๊กเกอร์กระดาษเหมาะสำหรับงานที่ใช้ติดชั่วคราว วัสดุใช้แล้วทิ้ง เช่น แก้วกาแฟ หีบห่อสินค้า ฯลฯ สำหรับสติ๊กเกอร์ PP จะมีเนื้อพลาสติก กันน้ำ ฉีกไม่ขาด เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความคงทน

ข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการอัดรูป

Q: ต้องส่งไฟล์ประเภทไหนสำหรับอัดภาพ
A: ลูกค้าควรเซฟไฟล์มาเป็น JPEG ค่ะ และปรกติไฟล์ที่ได้จากกล้องจะเป็น JPEG อยู่แล้วสามารถนำมาอัดได้ทันที แต่ถ้าหากลูกค้ามีไฟล์ประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็น PSD, TIFF, BMP, GIF, PNG ทางร้านก็สามารถแปลงไฟล์ให้ได้ แต่แนะนำว่าควรจะเซฟเป็น JPEG เลย เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการแปลงไฟล์แล้ว ทำให้ได้รูปเร็วด้วยค่ะ

Q: สำหรับการอัดรูป ไฟล์ควรมีความละเอียดกี่ PPI?
A: มาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดอยู่ที่ 300 PPI และไม่ควรต่ำกว่า 150 PPI ค่ะ สำหรับทางร้านสโนว์ไวท์เรามีเครื่องอัดรุ่นล่าสุดที่สามารถรองรับความละเอียดได้ถึง 640 PPI ซึ่งนำหน้ามาตรฐานกล้องถ่ายภาพดิจิตอลในปัจจุบันไปมาก

Q: ต้องใช้กล้องที่มีความละเอียดกี่ล้านพิ๊กเซล จึงจะได้ภาพที่มีความคมชัด
A: ขึ้นอยู่กับขนาดภาพที่ลูกค้าต้องการอัดขยาย สำหรับภาพขนาดจัมโบ้ 4"x6" แนะนำให้ใช้ไฟล์ที่มีความละเอียด 1200x1800px จะเหมาะสมที่สุด หรือไม่ควรต่ำกว่า 600x900px ทั้งนี้ ความคมชัดยังขึ้นอยู่กับรุ่นของกล้องภาพเองด้วย ภาพจากกล้องโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่จะคมชัดสู้กล้องปรกติไม่ได้ สำหรับภาพขนาดอื่น ๆ ลูกค้าสามารถดูความละเอียดที่เหมาะสมได้จากตารางด้านล่างนี้ค่ะ

 

 

ความละเอียด
ขนาดภาพ
150 dpi
(ไม่ควรต่ำกว่านี้)
300 dpi
(มาตรฐาน ความคมชัด 100%)
640 dpi
(เทคโนโลยีล่าสุดของทางร้าน)
4"x6" 600x900 (0.5 ล้าน) 1200x1800 (2.1 ล้าน) 2560x3840 (9.8 ล้าน)
5"x7" 750x1050 (0.7 ล้าน) 1500x2100 (3.1 ล้าน) 3200x4480 (14 ล้าน)
6"x8" 900x1200 (1 ล้าน) 1800x2400 (4.3 ล้าน) 3840x5120 (19.6 ล้าน)
8"x10" 1200x1500 (1.8 ล้าน) 2400x3000 (7.2 ล้าน) 5120x6400 (32.7 ล้าน)
8"x12" (A4) 1200x1800 (2.1 ล้าน) 2400x3600 (8.6 ล้าน) 5120x7680 (39.3 ล้าน)
10"x12" 1500x1800 (2.7 ล้าน) 3000x3600 (10.8 ล้าน) 6400x7680 (49.1 ล้าน)
10"x15" 1500x2250 (3.3 ล้าน) 3000x4500 (13.5 ล้าน) 6400x9600 (61.4 ล้าน)
12"x15" 1800x2250 (4 ล้าน) 3600x4500 (16.2 ล้าน) 7680x9600 (73.7 ล้าน)
12"x18" 1800x2700 (4.8 ล้าน) 3600x5400 (19.4 ล้าน) 7680x11520 (88.4 ล้าน)

 

Q: ต้องการทำงานกราฟฟิคมาปริ้นท์ที่ร้าน จะตั้งขนาดไฟล์ในโปรแกรมอย่างไร
A: ให้ลูกค้าตั้งขนาดของไฟล์ตามขนาดจริงของรูปที่ต้องการ เช่น หากต้องการงานขนาด 8 x 12 นิ้ว ให้ตั้งความกว้างของเอกสาร (width) เป็น 8 นิ้ว ความสูง (height) เป็น 12 นิ้ว แล้วกำหนดความละเอียดเป็น 300 PPI ตัวโปรแกรมจะคำนวณหน่วยเป็น pixels ออกมาให้อัตโนมัติค่ะ หากโปรแกรมที่ใช้ไม่สามารถกำหนดหน่วยเป็นนิ้วได้ ให้ใช้วิธีนำขนาดมาคูณ 300 ก็จะได้ขนาดเป็นพิกเซลที่เหมาะสมค่ะ เช่นงานขนาด 8 นิ้ว x12 นิ้ว = (8x300) x (12x300) = 2400 x 3600 pixels เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติมได้่ที่ เกร็ดน่ารู้สำหรับการล้างอัดภาพตอนที่ 2)

ตั้งขนาดไฟล์ตามขนาดจริง แล้วกำหนดความละเอียดเป็น 300 dpi


Q: PPI และ DPI ต่างกันยังไง ทำไมปริ้นต์เตอร์อิงค์เจ๊ตจึงมีค่า DPI สูง
A: DPI จะเป็นหน่วยวัด ความละเอียดของหยดหมึก (ink droplet) ที่พิมพ์ในระบบอิงค์เจ็ต เนื่อจากข้อจำกัดของปริ้นต์เตอร์ในระบบอิงค์เจ็ตที่ใช้หมึกสีเพียง 4 สี จึงทำให้ต้องใช้หยดหมึกจำนวนมาก เพื่อผสมสีสำหรับการปริ้นต์พิกเซลล์เพียงพิกเซลล์เดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วความละเอียดของภาพที่ปรินท์ในระบบอิงค์เจ็ต ถ้าวัดด้วยระบบ PPI จะอยู่ที่ประมาณ 150-240 PPI เท่านั้นเอง ซึ่งมีความละเอียดต่ำกว่าการปริ้นต์ในระบบเลเซอร์ของทางร้านที่ปริ้นท์ได้ถึง 640 PPI ค่ะ

Q: สำหรับงานออกแบบต้องทำไฟล์เป็นสีในระบบ RGB หรือ CMYK

A: RGB ค่ะ แนะนำให้ใช้โปรไฟล์สี sRGB หรือโปรไฟล์สีพิเศษของทางร้าน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การใช้งานระบบจัดการสีเพื่องานพิมพ์ระดับมืออาชีพ) เพราะฉะนั้นก่อนจะนำไฟล์มาส่งที่ร้าน ให้ทำการแปลงโปรไฟล์สีเป็น sRGB ก่อน ซึ่งจะต่างจากงานพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ตซึ่งเป็น CMYK นะคะ

Q: ทำไมช่องไฟบริเวณขอบกระดาษไม่เท่ากับไฟล์ที่ทำไป
A: เป็นเรื่องปรกติของระบบการพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นโรงพิมพ์หรือแล็ปอัดรูปค่ะ เกิดจากความคลาดเคลื่อนของการเลื่อนกระดาษและเครื่องตัดกระดาษ ลูกค้าควรวางองค์ประกอบของงานที่มีนัยสำคัญเช่นข้อความหรือตัวอักษรเอาไว้ห่างจากขอบภาพประมาณ 2 มม. ซึ่งเรียกว่า ระยะตัดตก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เกร็ดน่ารู้สำหรับการล้างอัดภาพตอนที่ 2

Q: ทำไมอัดรูปสีไม่ตรงจอ
A: โดยปรกติแล้ว จอมอนิเตอร์แต่ละตัวที่ผลิตจากโรงงานจะให้สีและความสว่างแตกต่างกันมากน้อยอยู่แล้วแม้จะเป็นรุ่นเดียวกัน เช่นเดียวกันกับเครื่องปรินท์แต่ละตัวและอุปกรณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพ ล้วนแล้วแต่มีขอบเขตการแสดงสีและเนื้อสีที่แตกต่างกัน (Gamut & Colorant) หากลูกค้าต้องการความแม่นยำเรื่องสี จะต้องนำระบบ CMS (Color Management System) มาปรับใช้ ซึ่งปัจจุบันร้านสโนว์ไวท์เป็นผู้ใ้ห้บริการเพียงรายเดียวในภูมิภาคที่มีระบบจัดการสีที่สมบูรณ์แบบที่สุด ลูกค้าสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีการใช้งานระบบจัดการสีเพื่อการปริ้นท์ระดับมืออาชีพ

Q: ทำไมใช้ระบบจัดการสีแล้ว รูปที่ได้ออกมาแล้วมึดกว่าจอ
A: เกิดจากจอของลูกค้าตั้งค่าความสว่างสูงเกินไป ลูกค้าควรจะปรับลดความสว่างลง ปกติแล้วหากสภาพพื้นที่ ๆ ตั้งคอมพิวเตอร์ของลูกค้ามีความสว่างน้อยก็ควรจะปรับจอให้สว่างน้อย หรือหากพื้นที่ทำงานของลูกค้าสว่างมากก็ควรปรับจอให้สว่างมากตามไปด้วย โดยค่าที่เหมาะสมอยู่ที่ระหว่าง 90-120 cd/m2 ในส่วนนี้ไม่มีค่ามาตรฐานเพราะขึ้นอยู่กับพื้นที่ทำงานและสภาพแวดล้อมในการดูรูป (Viewing Condition) ทางร้านแนะนำให้ลูกค้าทำการทดลองตั้งค่าความสว่าง Illuminance หลาย ๆ ค่าก่อนทำการคาลิเบรต แล้วใช้ค่าที่ใกล้เคียงกับรูปที่อัดออกมามากที่สุด

Q: อัดไฟล์ RAW ได้หรือไม่
A: ได้ค่ะ เนื่องจากเราใช้เครื่องอัดรุ่นล่าสุดที่รองรับการอัดรูปที่ระดับ 12-bit per channel และสามารถอ่านไฟล์ RAW ตามมาตรฐานของ Adobe ได้โดยตรง (.DNG) แต่สำหรับลูกค้าที่มีไฟล์ RAW ของกล้องยี่ห้ออื่น ๆ เช่น Nikon (.NEF), Canon (.CR2) เป็นต้น ให้ทำการแปลงไฟล์เป็น DNG หรือ JPEG ก่อน เนื่องจากไฟล์ RAW เป็นไฟล์ที่มีลักษณะพิเศษ การตีความสีของโปรแกรมแปลงไฟล์ (RAW Converter) จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละผู้ผลิต หากลูกค้าไม่ได้ใช้ไฟล์ RAW แบบ DNG ควรแปลงไฟล์มาด้วยตนเองค่ะ

ข้อมูลทางเทคนิคสำหรับงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต

Q: ต้องส่งไฟล์ประเภทไหนสำหรับงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต
A: ทางร้านแนะนำให้ใช้ไฟล์ AI, IDD หรือ PDF จะให้ความคมชัดสูงที่สุดค่ะ แต่สามารถพิมพ์โดยใช้ไฟล์ JPEG, TIFF หรือฟอร์ทแมทอื่น ๆ ได้เช่นกันโดยต้องมีความละเอียดไม่น้อยกว่า 300 PPI

Q: ต้องตั้งค่าในโปรแกรมอย่างไรบ้าง ต้องเตรียมไฟล์อย่างไร
A: แนะนำให้อ่านบทความ การเตรียมไฟล์สำหรับงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต ค่ะ 

Q: ไฟล์ต้องเป็นโหมดสีอะไร
A: ต้องเป็นโหมดสี CMYK แนะนำให้ใช้โปรไฟล์สี FOGRA39 (ISO 12647-2:2004) สีจะตรงที่สุดค่ะ ซึ่งจะต่างกับการอัดรูปที่ใช้โหมดสี RGB

Q: ทำไมจึงไม่มีโปรไฟล์สีพิเศษสำหรับงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต
A: ทางร้านมีโปรไฟล์สำหรับมีเดียต่าง ๆ เช่นกันค่ะ แต่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องแปลงเอง เพราะระบบการพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต เครื่องพิมพ์จะแปลงโปรไฟล์สีเข้าสู่มีเดียต่าง ๆ ให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว


บริการออนไลน์

Q: ต้องการอัดรูปออนไลน์ ต้องทำยังไง
A: ปัจจุบันทางร้านเปิดให้บริการอัดรูปออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ eservice.snowwhite.co.th เป็นหลัก แต่ก็ยังมีช่องทางอื่น ๆ ให้ลูกค้าเลือกเช่นทาง ระบบดรอปบ๊อกซ์, อีเมลล์, หรือส่งแผ่น CD/DVD มาที่ร้าน ก็ได้ค่ะ ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละช่องทางได้ตามตารางด้านล่างนี้ค่ะ

 

ตารางเปรียบเทียบจุดเด่นของบริการแต่ละแบบ

 

ส่ง CD/DVD มาที่ร้าน
วิธีใช้ )
ส่งไฟล์ทางอีเมลล์
วิธีใช้ )
อัพโหลดไฟล์ทางเว็บ
วิธีใช้ )
ส่งไฟล์ผ่านดรอปบ๊อกซ์
วิธีใช้ )
ความรวดเร็ว ส่งทางไปรษณีย์ ช้า เร็ว เร็ว
เวลาที่ต้องอยู่หน้าคอม* - 1-3 ชม. ขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเตอร์เน็ต 5-10 นาที
การจัดเรียงไฟล์ตามงาน ทำด้วยตัวเอง
(อ่านเพิ่มเติม)
ยาก ง่าย ง่าย
ไฟดับ/คอมแฮงค์/เน็ตหลุด - ส่งใหม่ด้วยตัวเอง ส่งใหม่ด้วยตัวเอง ส่งต่อโดยอัตโนมัติ
ความสมบูรณ์ของไฟล์ ขึ้นอยู่กับการบันทึก CD/DVD มีโอกาสผิดพลาด มีโอกาสผิดพลาด สมบูรณ์
ขนาดไฟล์ ไม่จำกัด ส่งได้หลายแผ่น ไม่เกิน 25 Mb/1 ฉบับ ไม่เกิน 50 Mb/ไฟล์ ไม่จำกัดจำนวนไฟล์ ไม่จำกัด แต่รวมแล้วไม่เกิน 2GB ต่อการส่งหนึ่งครั้ง
การชำระค่าบริการ ชำระผ่านบัญชีธนาคารแล้วโทรแจ้งทางร้าน ชำระผ่านบัญชีธนาคารแล้วโทรแจ้งทางร้าน ชำระออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต
หรือชำระผ่านบัญชีธนาคารก็ได้
ชำระผ่านบัญชีธนาคารแล้วโทรแจ้งทางร้าน
แจ้งเตือนการส่งงาน ทางร้านโทรแจ้ง ทางร้านอีเมลล์แจ้ง มี SMS เตือนอัตโนมัติ ทางร้านอีเมลล์แจ้ง

* เป็นเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าใช้หน้าคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการอัพโหลดไฟล์ภาพ 100 ไฟล์


Q: หลังจากส่งไฟล์แล้ว ใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะได้รับงาน
A: หลังจากลูกค้าส่งไฟล์เสร็จและทางร้านได้รับแล้ว พร้อมกับโอนเงินค่าบริการพร้อมแจ้งให้ทางร้านทราบ ทางร้านจะเริ่มดำเนินการปรินท์งานให้ทันทีค่ะ เมื่องานเสร็จแล้วทางร้านทำการจัดส่งให้ โดยระยะเวลาในการขนส่งขึ้นอยู่กับช่องทางจัดส่งที่ลูกค้าต้องการ พัสดุ EMS ใช้เวลา 1-3 วัน พัสดุไปรษณีย์ธรรมดาใช้เวลา 3-7 วัน ในกรณีที่ลูกค้าให้จัดส่งโดยรถบัสจะใช้เวลาขนส่งไม่เกิน 24 ชม. ค่ะ

Q: อัดรูปออนไลน์ รูปจะคมชัดเท่ากับมาอัดที่ร้านหรือไม่
A: เท่ากันค่ะ ระบบออนไลน์ของทางร้านไม่มีการบีบย่อไฟล์รูปของลูกค้า คุณภาพจึงเหมือนกับลูกค้านำไฟล์มาล้างอัดที่ร้านเองเลย

Q: ส่งออนไลน์แล้วมารับเองที่ร้านได้หรือไม่
A: ได้ค่ะ เพียงแต่แจ้งว่าจะมารับเองที่ร้าน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องชำระค่าขนส่งเพิ่ม สำหรับลูกค้าที่ส่งผ่านระบบออนไลน์ ให้มารับงานได้ที่ร้าน สโนว์ไวท์สาขา 3 นะคะ

Q: ส่งออนไลน์ผ่านเว็บ แตกต่างจากส่งผ่านระบบดรอปบ๊อกซ์อย่างไร
A: ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานของลูกค้าค่ะ ข้อดีของการส่งผ่านเว็บคือลูกค้าสามรถปรับแก้ไขค่าการอัดภาพของแต่ละไฟล์ได้ ระบบแจ้งค่าใช้จ่ายพร้อมค่าจัดส่งแบบต่าง ๆ ได้อัตโนมัติ รวมถึงสามารถชำระค่าบริการออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตได้ด้วย ส่วนข้อดีของระบบดรอปบ๊อกซ์คือความสะดวกสบายในการอัพโหลดไฟล์ เพียงลูกค้าคัดลอกไฟล์ไปวางในโฟลเดอร์พิเศษ ระบบจะอัพโหลดไฟล์ให้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะมีจำนวนไฟล์มากแค่ไหนก็ตามหากเกิดปัญหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตขัดข้อง หรือไฟดับ ระบบดรอปบ๊อกซ์จะส่งไฟล์ต่ออัตโนมัติเมื่อคอมพิวเตอร์ของลูกค้ากลับมาเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง พร้อมกับตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์ให้ด้วยค่ะ อ่านเพิ่มเติมได้จาก วิธีการใช้งานอัดรูปออนไลน์ และ การใช้งานระบบดรอปบอกซ์ ค่ะ

Q: ชำระค่าบริการด้วยวิธีไหนได้บ้าง
A: หลังจากลูกค้าสั่งล้างอัดและทราบยอดค่าบริการแล้ว ลูกค้าสามารถชำระค่าบริการด้วยบัตรเครดิตได้ทันที หรือจะเลือกโอนเงินทางธนาคาร ตู้ ATM เครื่องรับเงินสดอัตโนมัติ หรือ Internet Banking แล้วโทรแจ้งทางร้านก็ได้ค่ะ ตรวจสอบเลขบัญชีธนาคารสำหรับรับชำระค่าบริการได้ ที่นี่ ค่ะ

Q: ใช้บัตรเครดิตทำอย่างไร
A: หลังจากสั่งล้างอัดแล้ว ระบบจะแจ้งรายละเอียดยอดค่าบริการที่ต้องชำระ ให้ลูกค้าคลิ๊กที่ปุ่ม "ชำระทันที" ระบบจะนำท่านเข้าสู่ขั้นตอนการชำระค่าบริการของระบบ Paypal ที่มีความปลอดภัยสูง และได้รับความนิยมในระดับโลก หลักจากลูกค้าชำระค่าบริการด้วยบัตรเครดิตแล้วไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติมค่ะ ทางร้านจะได้รับข้อมูลการชำระค่าบริการและเริ่มดำเนินการให้โดยอัตโนมัติ ลูกค้าสามารถชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต VISA, MasterCard, American Express หรือจะเลือกชำระผ่านบัญชี Paypal ก็ได้ค่ะ อ่านขั้นตอนการชำระค่าบริการด้วยบัตรเครดิตโดยละเอียดได้ ที่นี่

Q: มีบัตรเครดิต VISA, MasterCard, American Express อยู่แล้ว แต่ไม่สามารถชำระเงินได้
A: สำหรับบางธนาคาร ลูกค้าจำเป็นต้องเปิดการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าออนไลน์กับธนาคารก่อนจึงจะนำมาชำระเงินออนไลน์ได้ ให้ลูกค้าติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรค่ะ

Q: การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตออนไลน์ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่
A: ไม่ต้องค่ะ ทางร้านเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมเอง

Q: ชำระเงินออนไลน์ ปลอดภัยหรือไม่
A: ทางร้านใช้ระบบของ Paypal ในการรับชำระเงินออนไลน์ค่ะ เพราะเป็นระบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในต่างประเทศ ระบบอีคอมเมิร์ซชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ eBay ล้วนเชื่อถือในระบบ Paypal ทั้งสิ้น ลูกค้าจึงมั่นใจได้กับการชำระเงินออนไลน์กับทางร้าน ระบบ Paypal มีกลไกลป้องกันความปลอดภัยมากมายเช่นการเข้ารหัสข้อมูล การเฝ้าระวังการฉ้อโกงและโจรกรรมข้อมูลตลอด 24 ชม. และนโยบายคุ้มครองผู้ซื้อที่หลากหลาย อีกทั้งระบบยังมีสเถียรภาพมาก ลดปัญหาความผิดพลาดอื่น ๆ เช่น การหักเงินซ้ำซ้อน การชำระเงินแล้วไม่ถึงมือผู้รับ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้ลูกค้ายังได้รับความสะดวกสะบาย ไม่จำเป็นต้องแจ้งยืนยันการชำระเงินให้กับทางร้านอีกเพราะระบบของเราจะอัพเดตข้อมูลจาก Paypal โดยอัตโนมัติค่ะ

Q: หน้าเว็บไซต์ออนไลน์แสดงผลไม่ถูกต้อง ทำงานไม่สมบูรณ์
A: ให้ลูกค้าทำการอัพเดตเว็บบราวเซอร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ค่ะ เนื่องจากระบบออนไลน์ของทางร้านพัฒนาด้วยเทคโนโลยีล่าสุด จึงไม่รองรับบราวเซอร์รุ่นเก่าที่ด้อยศักยภาพโดยเฉพาะ Internet Explorer นั้นจะต้องใช้เวอร์ชั่น 9 ขึ้นไป ทางร้านแนะนำให้ลูกค้าเลือกใช้บราวเซอร์เช่น Google Chrome, Firefox, Safari หรือ Opera จะดีกว่า เพราะนอกจากจะมีความสามารถสูงกว่า Internet Explorer มากแล้ว ยังปลอดภัย มีความรวดเร็วในการเรียกและแสดงผลข้อมูล ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นในการเข้าชมเว็บไซต์ต่าง ๆ อีกด้วย

Q: ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแทบเลต สามารถสั่งอัดรูปออนไลน์ได้หรือไม่
A: ได้ค่ะ หากลูกค้าใช้โทรศัพท์ที่เป็นระบบ iOS, Android หรือ BB ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้ระบบอัดรูปออนไลน์ที่เว็บไซต์ของเราได้ตามปรกติ มีข้อยกเว้นคือสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ iOS อย่าง iPhone หรือ iPad ลูกค้าจะต้องอัพเดตเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น 6.0 ก่อน จึงจะอัพโหลดไฟล์ได้ นอกเหนือจากนั้น สามารถใช้บริการส่วนอื่นได้เต็มที่ค่ะ

Q: การส่งไฟล์ผ่านระบบ Dropbox ปลอดภัยหรือไม่
A: ปลอดภัยค่ะ โฟลเดอร์พิเศษสำหรับลูกค้าแต่ละท่าน จะมีเฉพาะตัวลูกค้าเองกับทางร้านสโนว์ไวท์เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้ ลูกค้าท่านอื่นรวมถึงบุคคลภายนอกจะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลได้ค่ะ

Q: การส่งไฟล์ผ่านระบบ Dropbox ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้นานแค่ไหน
A: ขึ้นอยู่กับจำนวนไฟล์ โดยให้สังเกตุที่ไอคอนของโฟลเดอร์และไฟล์ที่ส่งมานะคะ ถ้าหากมีเครื่องหมายถูกสีเขียว แสดงว่าส่งข้อมูลเสร็จแล้ว สามารถปิดเครื่องได้เลย หากยังไม่ขึ้นไอคอนสีเขียว ให้เปิดเครื่องทิ้งเอาไว้ก่อนค่ะ แต่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าคอมนะครับ เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้นระบบจะดำเนินการอัพโหลดไฟล์ต่อเนื่องโดยอัตโนมัติเมื่อคอมพิวเตอร์กลับมาเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง อ่านเพิ่มเติมได้จาก วิธีการใช้งานระบบดรอปบ๊อกซ์ นะคะ

Q: ไม่ได้รับ SMS แจ้งเตือนหลังจากงานเสร็จ
A: เกิดจากลูกค้าได้แจ้งระงับการรับ SMS จากผู้ให้บริการบุคคลที่สามไว้กับทางผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้จากอีเมลล์แทน หรือเช็คสถานะที่เว็บไซต์ eservice.snowwhite.co.th ได้ตลอดเวลา โดยไปที่หน้า สั่งล้างอัด/ชำระค่าบริการ กรอกหมายเลขโทรศัพท์และรหัส PIN แล้วเปิดคำสั่งล้างอัดรูปออนไลน์ขึ้นมาจะมีสถานะและรายละเอียดการจัดส่งแจ้งเอาไว้ค่ะ

ระบบจัดการสี

ลูกค้าสามารถอ่านข้อมูลเรื่องระบบจัดการสีโดยละเอียดได้ที่บทความ วิธีการใช้งานระบบจัดการสีเพื่อนงานปริ้นท์ระดับมืออาชีพ

Q: คาลิเบรตจอมอนิเตอร์ด้วยสายตาได้หรือไม่
A: ลูกค้าบางท่านใช้วิธีปรับจอมอนิเตอร์โดยเทียบสีรูปที่อัดแล้วปรับจอให้ใกล้เคียงกับรูปที่ได้ วิธีนี้จะได้ความแม่นยำในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หากลูกค้านำระบบจัดการสี CMS ของเราไปปรับใช้ ความแม่นยำจะสูงถึง 90-99% สำหรับสีที่อยู่ภายในขอบเขตสีของเครื่องปริ้นท์เลยค่ะ

Q: ไม่มีอุปกรณ์คาลิเบรตจอมอนิเตอร์ต้องทำอย่างไร
A: ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ใช้คาลิเบรตมีราคาไม่แพงนะคะ หากลูกค้าทำงานอาชีพเกี่ยวกับภาพถ่าย การลงทุนในอุปกรณ์คาิลิเบรตหน้าจอเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยยกระดับงานถ่ายภาพของลูกค้าให้มีมาตรฐานสูงขึ้นด้วย แต่หากลูกค้าไม่สะดวกคาลิเบรตด้วยตนเอง ทางร้านมีบริการคาลิเบรตจอมอนิเตอร์ให้ด้วยค่ะ

Q: ทำไมถึงบอกว่า Notebook ทุกรุ่นทุกยี่ห้อไม่เหมาะกับการนำมาคาลิเบรตและเทียบสี
A: เนื่องจากจอมอนิเตอร์ของ Notebook ทุกรุ่นทุกยี่ห้อในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพในการแสดงผลหรือปรับค่าได้ไม่กว้างนัก ถึงแม้ลูกค้าจะคาลิเบรตด้วยอุปกรณ์แล้ว จอของลูกค้าก็อาจจะแสดงผลคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานอยู่ดี จึงไม่สามารถนำมาใช้เทียบสีได้ค่ะ หากลูกค้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ Notebook ก็ต้องยอมรับความคลาดเคลื่อนในส่วนที่เกิดจากจอมอนิเตอร์ของลูกค้าด้วยค่ะ

Q: จอมอนิเตอร์ของ Desktop ควรซื้อรุ่นไหน
A: เนื่องจากจอ Desktop มีจำหน่ายอยู่มากมายหลายรุ่น ทางร้านแนะนำให้เลือกซื้อรุ่นที่สามารถปรับค่าสี แดง,เขียว,น้ำเงิน และค่าความสว่างและความเปรียบต่างแยกจากกันได้ (Red, Green, Blue, Brightness และ Contrast) เพราะจะสามารถนำมาคาลิเบรตให้ตรงกับมาตรฐานได้ง่าย จอมอนิเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่วางขายในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็สามารถนำมาคาลิเบรตเพื่อใช้งานได้ทั้งนั้นค่ะ

Q: หากแปลงโปรไฟล์สีผิดประเภทกระดาษสามารถปริ้นท์ได้หรือไม่
A: ลูกค้าต้องแปลงโปรไฟล์สีให้ตรงกับยี่ห้อและประเภทกระดาษที่ต้องการล้างอัดค่ะ หากแปลงไม่ตรง สีที่ได้จะมีความผิดเพี้ยนไป ลูกค้าต้องทำการแปลงโปรไฟล์ใหม่จากไฟล์ต้นฉบับที่ตกแต่งแล้วแต่ยังไม่ได้แปลงโปรไฟล์สีมาก่อน ห้ามแปลงจากไฟล์ที่แปลงผิดมาแล้วนะคะ เพราะจะทำให้คุณภาพไฟล์ลดลงอย่างมาก

Q: ให้ทางร้านแปลงโปรไฟล์สีให้ได้หรือไม่
A: ได้ค่ะ หากลูกค้าคาลิเบรตจอมอนิเตอร์ของท่านให้แสดงผลตรงตามมาตรฐานแล้ว แต่ไม่ต้องการเสียเวลาแปลงโปรไฟล์สีด้วยตนเอง สามารถให้ทางร้านแปลงโปรไฟล์สีให้ได้ แต่ทางร้านขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกแปลงเฉพาะไฟล์ที่ถ่ายและตกแต่งไฟล์ภาพมาอย่างดีแล้วเท่านั้นนะคะ

Q: ควรใช้ Mac หรือ PC แต่งภาพดี
A: หากลูกค้านำระบบจัดการสีไปใช้แล้ว ไม่ว่าจะใช้ Mac หรือ PC งานที่ได้ก็จะได้มาตรฐานเดียวกันค่ะ

Q: จำเป็นต้องใช้ Photoshop หรือไม่ เพราะปกติใช้ Lightroom
A: ลูกค้าสามารถตกแต่งรูปใน Lightroom ได้ค่ะ แต่เมื่อตกแต่งเสร็จแล้ว ให้ใช้ Photoshop ในการแปลงโปรไฟล์สี เนื่องจากปัจจุบัน Lightroom ยังมีความยึดหยุ่นในการแปลงโปรไฟล์สีได้จำกัด ลูกค้าสามารถแปลงโปรไฟล์สีของไฟล์จำนวนเยอะ ๆ ด้วย Photoshop โดยใช้ Actions ของทางร้าน อ่านวิธีการเพิ่มเติมได้ ที่นี่ ค่ะ

Q: สามารถปริ้นท์รูปให้สีตรงจอ 100% ได้หรือไม่
A: ในปัจจุบันไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่สามารถทำให้การปริ้นท์รูปมีสีตรงกับจอ 100% ค่ะ แม้แต่การคาลิเบรตจอมอนิเตอร์ของท่านให้มีสีตรงกับมาตรฐาน ก็ยังไม่สามารถทำได้ 100% แต่จะคลาดเคลื่อนมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณภาพของอุปกรณ์และปัจจัยหลายอย่าง สำหรับระบบจัดการสีของเรานั้น ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด และผ่านมาตรฐานการปริ้นท์ระดับพาณิชย์ (qualified commercial grade) ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้ได้ที่ ประสิทธิภาพของโปรไฟล์สี ค่ะ

การให้บริการของทางร้าน

Q: พนักงานแสดงกริยาไม่เหมาะสม พูดจาไม่สุภาพ ทำอย่างไรดี
A: ทางร้านสโนว์ไวท์จะมีการอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ หากลูกค้าพบเห็นการปฏบัติตัวไม่เหมาะสมหรือมีความรู้สึกไม่พึงพอใจในบริการของพนักงานของเรา ทางร้านยินดีรับฟังเพื่อที่จะนำไปปรับปรุงมาตรฐานการบริการค่ะ โดยลูกค้าสามารถแจ้งได้โดยตรงถึงผู้จัดการร้านที่ประจำอยู่ที่ร้านหรือทางอีเมลล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน พนักงานทุกคนจะติดบัตรพนักงานซึ่งจะแสดงรายละเอียดต่างๆ เช่นชื่อและตำแหน่งของพนักงาน ขอให้ลูกค้าจดจำรายละเอียดเหล่านั้นแจ้งผู้จัดการ เพื่อที่ทางผู้จัดการร้านจะเรียกพนักงานดังกล่าวมาว่ากล่าวตักเตือน และดำเนินการตามระเบียบของร้านต่อไปค่ะ

Q: สมัครสมาชิกกับทางร้านแล้วจะได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
A: ลูกค้าที่เป็นสมาชิกของร้านสโนว์ไวท์ จะได้รับส่วนลด 5-10% สำหรับการอัดรูป กรอบรูป และอัลบั้ม โดยสามารถสมัครสมาชิกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และใช้สิทธิได้ในครั้งต่อไปที่มาใช้บริการที่สโนว์ไวท์ทุกสาขา แต่ต้องนำบัตรสมาชิกมาแสดงด้วยทุกครั้งนะคะ

Q: ส่งภาพมาอัดทางอินเตอร์เน็ตได้หรือไม่ / อยู่ต่างจังหวัดจะส่งภาพมาอัดได้ยังไง
A: ได้ค่ะ ลูกค้าสามารถอัพโหลดผ่านหน้าเว็บไซต์ อัดรูปออนไลน์ ของเราได้เลย นอกจากนี้เรายังให้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ อีก ดูรายละเอียดได้ ที่นี่ เลยค่ะ

ย้อนกลับด้านบน ↑