การเตรียมไฟล์สำหรับงานพิมพ์ดิจิตอลออฟเซ็ต

ระยะตัดตกบทความนี้จะแนะนำในส่วนการเตรียมไฟล์เพื่อส่งงานพิมพ์ระบบ ดิจิตอลออฟเซ็ต กันครับ สำหรับลูกค้าที่ไม่เคยใช้งานระบบดิจิตอลออฟเซ็ตมาก่อน การเตรียมไฟล์อย่างถูกต้องนอกจากจะช่วยลดขั้นตอนในการตรวจเช็คไฟล์ทำให้งานเสร็จเร็วแล้ว ยังช่วยลดปัญหาความผิดพลาดต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยพื้นฐานมีหัวข้อหลักที่ต้องคำนึงถึงดังนี้

1. โหมดสีของไฟล์งาน
2. ระยะขอบ (Margin) และระยะตัดตก (Bleed)
3. ฟอนต์
4. การเซฟไฟล์เพื่อส่งพิมพ์

1. โหมดสีของไฟล์งาน

การพิมพ์ในระบบดิจิตอลออฟเซ็ตนั้นไฟล์งานควรอยู่ในโหมด CMYK และทางร้านแนะนำให้ใช้โปร์ไฟล์สีเป็น Coated FOGRA39 (ISO 12647-2:2004) จะให้สีที่ตรงกว่า 

การอัดรูปกระดาษโฟโต้ การพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ต
โหมดสี RGB CMYK
โปรไฟล์สี sRGB หรือโปรไฟล์สีของสโนว์ไวท์ (ดาวน์โหลด) Coated FOGRA39

สำหรับการพิมพ์ในระบบดิจิตอลออฟเซ็ต ลูกค้าไม่จำเป็นต้องใช้โปรไฟล์สีพิเศษเช่นเดียวกับระบบอัดรูป เนื่องจากระบบการพิมพ์จะทำการแปลงโปรไฟล์สีเข้าสู่มีเดียของทางร้านโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว และลูกค้าสามารถเปลี่ยนค่าโปรไฟล์สีมาตรฐานสำหรับไฟล์ในโหมด CMYK ในโปรแกรมกลุ่ม Adobe ได้หลายวิธี สามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ตามความถนัด

1.1 ตั้งค่าใน Adobe Bridge

การตั้งค่าสีใน Adobe Bridge จะมีข้อดีคือค่าที่เราตั้งเอาไว้จะมีผลกับโปรแกรมในตระกูล Adobe ทุกตัวไม่ว่าจะเป็น Illustrator, InDesign และ Photoshop ให้ใช้ค่ามาตรฐานสีแบบเดียวกัน ทำให้ประหยัดเวลาในการมาตั้งค่าในแต่ละโปรแกรมครับ

Adobe Bridge ไปที่ Edit -> Color Settings -> ติ๊กที่ Show Expanded List of Color Settings Files -> เลือก Europe Prepress 3 
Adobe

1.2 หรือตั้งค่าในตัวโปรแกรม Photoshop, Illustrator หรือ InDesign โดยตรง

หากลูกค้าไม่ได้ติดตั้งโปรแกรม Adobe Bridge ก็สามารถตั้งที่ตัวโปรแกรม Photoshop, Illustrator หรือ InDesign โดยตรงได้เช่นกันโดยสามารถทำได้โดยการเปิดโปรแกรมที่ลูกค้าต้องการตั้งค่า ไปที่ Edit -> Color Settings -> ที่ CMYK เลือกเป็น Coated FOGRA39 (ISO 12647-2:2004) ดังตัวอย่าง

หน้าจอโปรแกรม Photoshop - Color Settings
Photoshop - Color Settings
หน้าจอโปรแกรม Illustrator - Color Settings
Illustrator - Color Settings
หน้าจอโปรแกรม InDesign - Color Settings
InDesign - Color Settings

จากหน้าต่างด้านบนลูกค้าอาจสังเกตุเห็นว่าการตั้งค่า Color Settings เป็น Europe Prepress 3 นอกจากจะเลือกใช้ Coated FOGRA39 เป็นโปรไฟล์สีมาตรฐานสำหรับไฟล์ CMYK โดยอัตโนมัติแล้ว ยังจะใช้ Adobe RGB (1998) เป็นโปรไฟล์สีมาตรฐานสำหรับไฟล์ในโหมดสี RGB

ซึ่งตรงนี้ลูกค้าต้องระวังนะครับ หากลูกค้าทำไฟล์ในโหมดสี RGB ที่ต้องการพิมพ์ในระบบอัดรูปกระดาษโฟโต้ปกติ อย่าลืมแปลงโปรไฟล์สีเป็น sRGB ก่อนจะส่งไฟล์มาให้ทางร้าน หรือลูกค้าสามารถแปลงเป็นโปรไฟล์สีในระบบอัดรูปของทางร้านโดยตรงได้เลย อ่านรายละเอียดเรื่อง ระบบจัดการสี ของเราเพิ่มเติมได้ครับ


2. ระยะขอบ (Margin) และระยะตัดตก (Bleed)

ระยะขอบและระยะตัดตก เป็นอีกส่วนสำคัญของการเตรียมงานสำหรับพิมพ์ในระบบดิจิตอลออฟเซ็ต
  • ระยะขอบ (Margin) จะอยู่ด้านในขอบชิ้นงานเข้ามา เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะวางตัวอักษรและลวดลายกราฟฟิคที่มีความสำคัญที่จะไม่ถูกตัดโดยเครื่องตัดกระดาษ
  • ระยะตัดตก (Bleed) จะอยู่นอกขอบงานออกไป ส่วนนี้จะถูกตัดทิ้ง แต่หากไฟล์มีพื้นหลังเป็นพื้นสีหรือลวดลาย texture ควรจะเทสีลงไปจนถึงสุดระยะตัดตกแม้จะถูกตัดทิ้งไปก็ตาม

การอัดรูปกติ การพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ต
ระยะขอบ (Margin) 3 มม. 3 มม.
ระยะตัดตก (Bleed) 1% ของขนาดกระดาษ (อ่านเพิ่มเติม) 3 มม.

ไฟล์ที่จะส่งพิมพ์ในระบบดิจิตอลออฟเซ็ตควรมีระยะขอบทุกด้านอย่างน้อย (บน-ล่าง-ซ้าย-ขวา) 3 มม. และระยะตัดตกทุกด้านอีก 3 มม. ลองดูตัวอย่างภาพด้านล่างประกอบครับ

ตัวอย่างงานที่ทำไฟล์มาไม่มีระยะขอบและไม่มีระยะตัดตก ทำให้งานไม่เรียบร้อย

ไฟล์นี้เป็นการ์ดแต่งงานขนาด 4x6 (101.6 x 152.6 mm) ลองสังเกตุที่ไฟล์รูปจะเห็นว่า ลวดลายดอกไม้และตัวอักษรข้อความบางส่วนถูกวางจนชิดขอบงาน ไฟล์ลักษณะแบบนี้สามารถพิมพ์ได้ตามปกติ แต่จะเกิดปัญหาขึ้นในขั้นตอนการตัดชิ้นงาน ดังที่จะแสดงให้เห็นด้านล่างครับ

ไฟล์ไม่เผื่อระยะขอบและระยะตัดตก

ในงานพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ต งานจะถูกพิมพ์ลงกระดาษแผ่นใหญ่และจะนำไปเข้าเครื่องตัดกระดาษให้ได้งานตามขนาดจริงอีกครั้ง ซึ่งเครื่องตัดกระดาษจะมีความคลาดเคลื่อนของการตัดอยู่ที่ไม่เกิน +/- 3 มม. ความคลาดเคลื่อนนี้อาจจะทำให้ 1) มีเนื้อกระดาษสีขาวแทรกเข้ามาในชิ้นงาน หรือ 2) บางส่วนของงานถูกตัดขาดไป ดังรูป

ปัญหาการตัดงาน

ขอบขาวกินเข้ามาในเนื้องาน
ลายกราฟฟิกถูกตัด
ตัวอักษรขาด
งานที่ผ่านเครื่องตัดออกมาแล้ว
งานไม่เรียบร้อย

ตัวอย่างไฟล์ที่ได้รับการแก้ไข โดยเผื่อระยะขอบและระยะตัดตกมาแล้ว

ในไฟล์นี้จะต่างจากไฟล์ด้านบนคือ
- ลวดลายดอกไม้และตัวอักษร ขยับเข้ามาจากขอบชิ้นงาน ด้านละไม่ต่ำกว่า 3 มม.
- พื้นหลัง (Background) ขยับเกินจากขอบชิ้นงาน ออกไปด้านละ 3 มม.

ส่วนที่เป็นพื้นหลังที่ต้องขยายออกไปเกินจากชิ้นงานนั้น รวมถึงพื้นสีเรียบ (Solid Color) พื้นสีไล่เฉด (Gradient) หรือพื้นที่ ๆ เป็นลวดลาย (Texture) ต่าง ๆ ด้วยครับ

ตัวอย่างการเว้นระยะขอบ และระยะตัดตก
ลองสังเกตุดูใกล้ ๆ จะเห็นตัวหนังสือและลวดลายกราฟฟิค ถูกขยับเข้ามาจากขอบงานให้อยู่ในระยะขอบ แต่ว่าพื้นหลังซึ่งเป็นลวดลาย Texture สีขาวถูกยึดเกินชิ้นงานออกไปอีกด้านละ 3 มม. เพราะฉะนั้นขนาดกว้าง x ยาวของไฟล์ จากเดิมที่เป็น 4x6 นิ้วหรือ 101.6 x 152.4 มม. จะกลายเป็น 107.6 x 158.4 มม. เนื่องจากมีการขยายระยะตัดตกออกไปด้านละ 3 มม. (101.6 + 6 = 107.6, 152.4 + 6 = 158.4)
ปรับระยะขอบ และระยะตัดตก
ตัวอย่างไฟล์ที่แก้ไขเสร็จแล้ว
ตัวอย่างไฟล์ที่แก้ไขเสร็จแล้ว
เมื่อลูกค้าได้ทำไฟล์โดยเว้นระยะและขยายพื้นหลังอย่างถูกต้องแล้ว เวลาที่นำงานไปเข้าเครื่องตัดกระดาษ ตัวหนังสือหรือลวดลายกราฟฟิคจะไม่ถูกตัดขาดและไม่มีขอบขาวแทรกเข้ามาในชิ้นงาน ทำให้งานออกมาเรียบร้อยสวยงาม
งานเรียบร้อย
งานที่ตัดเสร็จแล้วจะไม่มีส่วนสำคัญถูกตัดขาด และไม่มีขอบขาวกินเข้ามาในงาน
งานที่ตัดเสร็จแล้ว
เมื่อเข้าใจความสำคัญของระยะขอบและระยะตัดตกแล้วลองมาดูวิธีการตั้งค่าระยะขอบและระยะตัดตกในโปรแกรม Photoshop, Illustrator หรือ InDesign กันครับ

2.1 การตั้งค่าไฟล์ด้วย Adobe Photoshop

โฟโต้ชอปเป็นโปรแกรมเดียวในสามตัว ที่
ไม่สามารถตั้งค่าระยะขอบ (Margin) หรือระยะตัดตก (Bleed) ได้ ลูกค้าจะต้องสร้างเส้น Guide ขึ้นมาเองตามขั้นตอนต่อไปนี้ครับ

1. สร้างเอกสารด้วยขนาดงานตามจริง เช่นไฟล์ขนาด 4x6 นิ้ว ก็ให้ตั้งเป็น 4x6 นิ้ว ความละเอียด 300 ppi ดังภาพ ในส่วนของ Color Mode หากลูกค้าต้องการทำไฟล์เพื่อปริ้นท์ในกระดาษอัดรูป ให้ตั้งเป็น RGB หรือหากต้องการปริ้นท์ในระบบดิจิตอลออฟเซ็ตให้ตั้งเป็น CMYK
ในโปรแกรม
2.เมื่อสร้างไฟล์ขึ้นมาแล้ว ให้ลากเส้นไกด์สี่เส้นที่ขอบงานทั้งสี่ด้าน และเพิ่มเส้นไกด์ที่จะเป็นเส้น Margin อีกสี่เส้นหากจากขอบงานด้านละ 3 มม. รวมเป็น 8 เส้น
ในโปรแกรม
3.ขยายเอกสารให้มีระยะตัดตก (Bleed) โดยเลือกเมนู Image -> Canvas Size ติ๊กที่ช่อง Relative แล้วเลือกให้ขยายขอบงานออกทุกด้านโดยกำหนด Width = 6 Milimeters (ซ้าย 3 มม. + ขวา 3 มม.) และ Height = 6 Milimeters (บน 3 มม. + ล่าง 3 มม.)
ขยาย Bleed ด้วย Canvas
เอกสารจะขยายออกไปอีกด้านละ 3 มม. เป็นระยะตัดตกดังภาพ

ขยายเอกสารให้มี Bleed

4. จากนั้นให้ออกแบบชิ้นงานโดยให้พื้นหลังเต็มเอกสาร แต่ให้ตัวอักษรและลวดลายกราฟฟิคที่สำคัญอยู่ภายในเส้นไกด์ด้านในสุด

จัดระยะงานจัดระยะงาน

2.2 การตั้งค่าไฟล์ด้วย Adobe Illusrator

สำหรับโปรแกรม Illustrator นั้น รองรับการตั้งระยะตัดตก (Bleed) แต่ไม่รองรับระยะขอบ (Margin) ลูกค้าจะต้องลากระยะขอบขึ้นมาเองโดยขั้นตอนดังนี้

1.เปิดเอกสารใหม่ ไปที่ File -> New ในที่นี้จะตั้งค่าโดยใช้หน่วย Milimeters เพื่อให้ง่ายแก่การกำหนดระยะตัดตกโดยตั้งค่าต่อไปนี้แล้วกด OK

Unit = Milimeters
Width = 101.6 mm (4 นิ้ว)
Height = 152.4 mm (6 นิ้ว)
Bleed = 3 mm ทั้งสี่ช่อง (บน-ล่าง-ซ้าย-ขวา)
Color Mode: CMYK
Raster Effects: High (300 ppi) 

Illustrator

เมื่อสร้างไฟล์ขึ้นมาแล้วจะเห็นว่าโปรแกรม Illustrator จะวางเส้น Bleed มาให้เลย (เส้นสีแดง) พื้นที่อาร์ทบอร์ดจะเป็นพื้นที่ของชิ้นงานจริง จึงเหลือเพียงระยะขอบ Margin ที่ลูกค้าต้องลากเอง

เส้นสีแดงคือระยะตัดตก

จากนั้นให้ลากเส้น Guide เข้ามาจากขอบงานด้านละ 3 มม.
ลากเส้น Guide

จัดวางงานกราฟฟิคตามที่อธิบายไปแล้วด้านบน

จัดวางงานกราฟฟิคตามความเหมาะสม

2.3 การตั้งค่าไฟล์ด้วย Adobe InDesign

โปรแกรม InDesign เป็นโปรแกรมเดียวที่รองรับทั้งการตั้งค่าระยะขอบ (Margin) และระยะตัดตก (Bleed) ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาใช้ผลิตงานสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะ โดยลูกค้าสามารถกำหนดค่าในการสร้างไฟล์ดังนี้ครับ

1. เปิดโปรแกรม InDesign ไปที่ File -> New แล้วตั้งค่าดังนี้

Width: 101.6 mm (4 นิ้ว)
Height: 152.4 mm (6 นิ้ว)
Margins: ใส่ค่า 3mm ทั้งสี่ช่อง
Bleed: ใส่ค่า 3mm ทั้งสี่ช่อง
InDesign
เมื่อสร้างเอกสารแล้วจะพบว่า​โปรแกรมจะวางเส้นระยะขอบ (เส้นสีฟ้า) และระยะตัดตก (เส้นสีแดง) มาให้เลย ทำให้สะดวกมาก ๆ ในการวางงาน ส่วนพื้นที่สีขาวคืนชิ้นงานจริงขนาด 4x6 นิ้ว
มีเส้น Margin และเส้น Bleed พร้อมใช้งาน
ออกแบบงานกราฟฟิคตามที่อธิบายไปแล้วข้างต้น เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
วางงานตามแนวเส้นให้เหมาะสม

2.4 ตัวอย่างงานที่เว้นระยะ Margin และ Bleed อย่างถูกต้อง

ใบปลิว พื้นหลังสีฟ้าและแถบคาดสีม่วงด้านล่างยึดเลยจากชิ้นงานไปชนระยะตัดตก 3 มม. ส่วนกราฟฟิคและตัวอักษรอยู่ห่างจากขอบงานชิ้นงานเข้ามาอย่างน้อย 3 มม.

 

ตัวอย่างงานที่เว้นระยะถูกต้อง
นามบัตรขนาด 54x89 มม. พื้นหลังสีเดียวกับกระดาษที่ใช้พิมพ์ไม่ต้องยึดชนระยะตัดตก แต่แถบคาดสีม่วงต้องยื่นชนระยะตัดตก ตัวอักษรและโลโก้อยู่ห่างจากขอบชิ้นงานอย่างน้อย 3 มม.
นามบัตร 54x89 มม.
แผ่นพับขนาด A4 พับสามพื้นหลังสีเดียวกับกระดาษที่ใช้พิมพ์ไม่จำเป็นต้องยึดชนระยะตัดตก แต่ต้องยืดพื้นสีดำและสีม่วงเพื่อไม่ให้เกิดขอบขาวจากการตัดงาน ตัวอักษรและรูปภาพต่าง ๆ ห่างจากขอบงานอย่างน้อย 3 มม. (ตัวอย่างใช้ 5 มม.เพื่อความสวยงาม)

 

แผ่นพับขนาด A4


3. ฟอนต์

สำหรับลูกค้าที่ส่งไฟล์งานมาเป็นไฟล์ PSD (Photoshop), AI (Illustrator) หรือ INDD (InDesign) หากฟอนต์ที่ลูกค้าใช้ในการออกแบบชิ้นงานไม่ตรงกับฟอนต์ที่มีอยู่กับทางร้าน อาจจะทำให้เกิดปัญหารูปแบบตัวอักษรในชิ้นงานไม่ตรงกับที่ออกแบบมา เพราะฉะนั้นลูกค้าจะต้องทำการแปลงฟอนต์ตัวอักษรหรือข้อความต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปของกราฟฟิคก่อน ด้วยการ Convert to Shape (Photoshop) หรือ Create Outlines (Illustrator หรือ InDesign)

3.1 การทำ Convert to Shape ใน Photoshop

ให้ลูกค้าเปิดที่พาเลต Layers ซึ่งจะมีเลเยอร์ต่าง ๆ ของไฟล์งาน ลูกค้าจะต้องทำการ Convert to Shape กับเลเยอร์ข้อความให้ครบทุกอัน โดยคลิ๊กขวาที่เลเยอร์แล้วเลือก Convert to Shape ดังภาพ

ในโปรแกรม Photoshop เลเยอร์ที่ขึ้นต้นด้วย "T" คือ Type Layers
Layers Palette
ให้คลิ๊กขวาที่เลเยอร์ข้อความแต่ละชั้น แล้วเลือกเมนู Convert to Shape
ตลิ๊กขวาแล้วเลือก Rasterize Type
เมื่อทำการ Convert to Shape จนครบแล้ว ฟอนต์ทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ Shape Layers เป็นอันเสร็จสิ้น
Type Layers ถูกเปลี่ยนเป็น Shape Layers เป็นอันเสร็จสิ้น

3.2 การ Create Outlines ในโปรแกรม Illustrator หรือ InDesign

สำหรับโปรแกรม Illustrator และ InDesign ลูกค้าจะต้องทำการ Create Outlines กับตัวอักษรที่ถูกสร้างขึ้นด้วย Type Tool ทุกข้อความ ซึ่งการ Create Outlines จะเปลี่ยนฟอนต์ที่ลูกค้าใช้ให้อยู่ในรูปของเวคเตอร์โดยมีขั้นตอนเหมือนกันทุกประการดังนี้

ให้ลูกค้าคลิ๊กเลือกที่ตัวอักษรต่าง ๆ ที่อยู่ในไฟล์งาน (ถ้าใช้ AI แนะนำให้ใช้เมนู Select -> Object -> All Text Objects จะแม่นยำที่สุด)
คลิ๊กเลือกตัวอักษรต่าง ๆ ในไฟล์งาน
จากนั้นเลือกเมนู Type แล้วเลือก Create Outlines (Illustrator ซ้าย, InDesign ขวา)
Illustrator : Type : Create OutlinesInDesign : Type : Create Outlines
ข้อความต่าง ๆ จะถูกเปลี่ยนจากรูปแบบฟอนต์ ไปเป็นรูปแบบเวคเตอร์ เป็นอันเสร็จสิ้น
ฟอนต์ถูกเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบเวคเตอร์

 


4. การเซฟไฟล์เพื่อส่งพิมพ์

สำหรับการส่งไฟล์มาให้ทางร้านเพื่อดำเนินการ ทางร้านแนะนำให้ลูกค้าส่งเป็นไฟล์ต้นฉบับ เช่น PSD, AI, IDD หรือไฟล์ PDF เนื่องจากไฟล์เหล่านี้รองรับเวคเตอร์กราฟฟิค (Photoshop รองรับเฉพาะ Shape หรือ Path)
ที่จะทำให้งานพิมพ์มีความคมชัดสูงที่สุด อย่างไรก็ตามลูกค้าก็สามารถส่งไฟล์ JPEG, TIFF หรือ PNG ได้ยเช่นกันโดยที่ไฟล์ต้องมีความละเอียดมากกว่า 300 PPI ขึ้นไป

4.1 การ Export Files จากโปรแกม Photoshop

สำหรับลูกค้าที่ใช้โปรแกรม Photoshop ในการออกแบบงานมีข้อควรรู้ดังต่อไปนี้


- ความละเอียดและความคมชัดของชิ้นงาน จะขึ้นอยู่กับค่า Resolution ที่ต้องตั้งไว้ที่ 300 PPI ตั้งแต่แรกก่อนเริ่มออกแบบ ไม่สามารถเพิ่มความละเอียดภายหลังจากออกแบบเสร็จแล้วได้ เนื่องจากจะให้ไฟล์ที่มีคุณภาพต่ำไม่มีความคมชัด

 

Photoshop File Settings

- การเซฟไฟล์ไม่ว่าจะเป็นฟอร์แมทใด ๆ จะต้องแนบโปรไฟล์สีที่ใช้ในไฟล์ด้วยโดยการติ๊กที่ช่อง Embed Profile: และ ไม่ควรใช้คำสั่ง Save as for Web โดยเด็ดขาด
Photoshop Embed Profile
- การเซฟไฟล์เป็น JPEG ให้ตั้งค่าคุณภาพไฟล์ไว้ที่ 12 (Maximum) ดังรูป
Photoshop JPEG options
- การเซฟเป็น TIFF ให้ตั้งค่าดังภาพ
Photoshop TIFF options

- การเซฟเป็นไฟล์ PDF ให้เลือก Adobe PDF Preset เป็น PDF/X-3:2002 (* แนะนำ *) สำหรับงานที่ส่งเป็นไฟล์ PDF ทางร้านจะไม่มีการแก้ไขไฟล์ของลูกค้าเพิ่มเติมใด ๆ ทั้งสิ้น ลูกค้าจึงต้องทำไฟล์มาอย่างถูกต้องหมดทุกอย่างแล้ว หากต้องมีการปรับแก้เพิ่มเติม จะต้องส่งเป็นไฟล์ต้นฉบับ (PSD) พร้อมทำการ Convert to Shape กับตัวอักษรทั้งหมดแล้วเท่านั้น

Photoshop PDF options

4.2 การ Export Files จากโปรแกรม Illustrator

สำหรับลูกค้าที่ใช้โปรแกรม Illustrator ในการออกแบบชิ้นงานมีข้อควรรู้ดังนี้

- ควรสร้าง Artboard ให้ตรงกับขนาดงานจริง กำหนดค่าระยะตัดตก (Bleed) ที่ 3 มม. และกำหนด Raster Effect ที่ 300 PPI (การกำหนดค่า Raster Effect จะมีผลกับเอฟเฟคต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้เช่น Drop Shadow, Inner Glow, Outer Glow ฯลฯ ให้มีความคมชัดสูง)
การตั้งค่าไฟล์ Illustrator
- การเซฟไฟล์เป็น JPEG ให้ตั้งค่า Quality เป็น 10 (Maximum) และ Resolution ที่ High (300 ppi) ในส่วนของ Anti-aliasing หากต้องการเน้นความคมชัดของตัวอักษรให้เลือก Type Optimized หรือหากงานออกแบบเน้นรูปภาพกราฟฟิคให้เลือกเป็น Art Optimized พร้อมทั้ง Embed ICC Profile มาด้วยดังต่อไปนี้
Illustrator JPEG Options
- การเซฟเป็น TIFF ให้ตั้งค่า Resolution ที่ High (300 ppi) ในส่วนของ Anti-aliasing หากต้องการเน้นความคมชัดของตัวอักษรให้เลือก Type Optimized หรือหากงานออกแบบเน้นรูปภาพกราฟฟิคให้เลือก Art Optimized พร้อมทั้ง Embed ICC Profile มาด้วยดังต่อไปนี้
Illustrator TIFF Options
- การเซฟเป็น PDF (* แนะนำ *) ลูกค้าต้องทำไฟล์มาถูกต้องหมดทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่การตั้งโหมดสี การกำหนดขนาด Artboard พอดีกับชิ้นงานและมีการกำหนดค่า Margin และ Bleed ที่เหมาะสมตามวิธีการที่ได้กล่าวไปแล้ว สำหรับงานที่ส่งเป็นไฟล์ PDF ทางร้านจะไม่มีการแก้ไขไฟล์ของลูกค้าเพิ่มเติมใด ๆ ทั้งสิ้น ลูกค้าจึงต้องทำไฟล์มาอย่างถูกต้องหมดทุกอย่างแล้ว หากต้องมีการปรับแก้เพิ่มเติม จะต้องส่งเป็นไฟล์ต้นฉบับ (AI) พร้อมทำการ Create Outlines กับตัวอักษรทั้งหมดแล้วเท่านั้น การเซฟเป็น PDF ข้อดีคือขนาดของงานระยะตัดตกจะถูกบันทึกเอาไว้ในไฟล์งานอย่างไม่ผิดเพี้ยน รวมทั้งฟอนต์ที่ลูกค้าจะจะถูกฝังอยู่ภายในไฟล์อัตโนมัติ ซึ่งหากลูกค้าทำไฟล์มาอย่างถูกต้องแล้วงานสามารถส่งเข้าเครื่องพิมพ์โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติมอีก ทำให้ลดขั้นตอนการทำงานและลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการปรับแก้ไฟล์ โดยสามารถทำได้ดังต่อไปนี้

ทำการตั้งค่า Transparency Flattener Preset ที่เหมาะสมกับงานพิมพ์ความละเอียดสูง โดยเลือกเมนู Edit แล้วเลือก Transparency Flattener Presets
การตั้ง Transparency Flattener Presets ใน Illustrator
คลิ๊กที่ไอคอน New เพื่อสร้างพรีเซ็ทใหม่
สร้างพรีเซ็ทใหม่
ตั้งชื่อพรีเซ็ต และกำหนดค่าต่าง ๆ ดังรูป (Raster/Vector Balance = 100, Line Art and Text Resolution = 2400 ppi, Gradient and Mesh Resolution = 300 ppi, และไม่ต้องเลือกออฟชั่นอื่น ๆ) จากนั้นกด OK
ตั้งค่าพรีเซ็ทใหม่ดังภาพ
จะได้ Transparency Preset ใหม่ตามชื่อที่ลูกค้าตั้งเอาไว้
ได้พรีเซ็ทใหม่
จากนั้นไปที่เมนู File เลือกเซฟไฟล์เป็นฟอร์แมท PDF แล้วให้เลือก Adobe PDF Preset เป็น PDF/X-3:2002 จากนั้นไปที่ Marks and Bleeds แล้วติ๊กที่ Trim Marks กับ Use Document Bleed Settings 
การตั้งค่า PDF ใน Illustrator
จากนั้นไปที่ Advanced ในส่วนของ Overprint and Transparency Flattener Options ให้เลือกค่า Transparency Flattener Preset ที่ลูกค้าได้ตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้นกด Save PDF เป็นอันเสร็จสิ้น
การตั้งค่า PDF ใน Illustrator

4.3 การ Export Files จากโปรแกรม InDesign

โปรแกรม InDesign เป็นโปรแกรมเดียวที่ออกแบบมาโดยตรงสำหรับงานออกแบบงานสำหรับส่งพิมพ์ โดยมีจุดเด่นที่โปรแกรมอื่นไม่มีเช่นรองรับโหมดสีและโปรไฟล์สีที่แตกต่างกันของ Object ต่าง ๆ ในไฟล์งาน ช่วยลดขั้นตอนการคอนเวิร์ทสีทำให้คุณภาพงานที่มีส่วนผสมจากไฟล์หลากหลายโหมดสีทำได้ดีกว่าโปรแกมอื่นเป็นต้น หากลูกค้าใช้โปรแกรม InDesign ในการออกแบบชิ้นงาน ทางร้านแนะนำให้ทำการ Export เป็น PDF เพราะจะทำให้คุณสมบัติเหล่านี้สมบูรณ์ โดยขั้นตอนดังต่อไปนี้ สำหรับงานที่ส่งเป็นไฟล์ PDF ทางร้านจะไม่มีการแก้ไขไฟล์ของลูกค้าเพิ่มเติมใด ๆ ทั้งสิ้น ลูกค้าจึงต้องทำไฟล์มาอย่างถูกต้องหมดทุกอย่างแล้ว

ไปที่เมนู Edit -> Transparency Flattener Presets จะพบกับหน้าต่างนี้ให้คลิ๊กที่ปุ่ม New เพื่อสร้างพรีเซ็ทใหม่
สร้าง Transparency Flattener Preset ใหม่
ตั้งชื่อพรีเซ็ทตามต้องการโดยกำหนดค่า Raster/Vector Balance = 100, Line Art and Text Resolution = 2400 ppi, Gradient and Mesh Resolution = 300 ppi และไม่ต้องเลือกออฟชั่นอื่น แล้วกด OK
ตั้งค่าดังรูป
จะพบว่ามีพรีเซ็ทตัวใหม่ตามชื่อที่ตั้งไว้เกิดขึ้น ให้กด OK เพื่อปิดหน้าต่าง
จะพบว่ามีพรีเซ็ทใหม่ตามที่ตั้งไว้
จากนั้นให้ทำการเซฟไฟล์โดยไปที่ที่เมนู File เลือก Export โดยตั้งฟอร์แมทเป็น Adobe PDF (Print) จากนั้นเลือก Adobe PDF Preset เป็น PDF/X-3:2002 แล้วไปที่ Marks and Bleeds แล้วติ๊กที่ Crop Marks และ Use Document Bleed Settings ดังภาพ
การเซฟ PDF จาก InDesign
จากนั้นให้เลือกที่ Advanced และในส่วนของ Transparency Flattener ให้เลือกพรีเซ็ทที่ได้ตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ดังรูป จากนั้นกดปุ่ม Export เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
การเซฟ PDF จากโปรแกรม InDesign

สรุป

เพียงเท่านี้ ลูกค้าก็จะสามารถส่งไฟล์ที่เหมาะสมกับงานพิมพ์ระบบดิจิตอลออฟเซ็ตมาให้ทางร้านดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ลดความผิดพลาดในการทำงาน และยังเป็นขั้นตอนการทำงานมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์อย่างมืออาชีพอีกด้วย หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ทางเฟสบุ๊ค facebook.com/snowwhite.co.th หรือทางอีเมลล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ได้ครับ