มารู้จักกับ Image Interpolation กันดีกว่า

สวัสดีครับ ห่างหายไปพอสมควรกับเนื้อหาสาระในส่วนของความรู้ที่น่าสนใจที่เราจะนำมาฝากให้กับลูกค้าทุกท่าน สำหรับลูกค้าท่านที่ชอบการตกแต่งภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop วันนี้สโนว์ไวท์ดิจิตอลโฟโต้เซอร์วิสมีเกร็ดเล็กน้อยที่มีประโยชน์มากแต่ไม่ค่อยจะมีใครทราบกันมาฝาก ลูกค้าคงได้ทราบกันแล้วว่าโปรแกรม Photoshop CS6 ที่เพิ่งออกจำหน่ายเมื่อไม่กี่วันมานี้ จะมาพร้อมกับความสามารถใหม่ ๆ มากมาย และหนึ่งในนั้นคือระบบ Image Interpolation ตัวใหม่ ที่ชื่อว่า "Bicubic Automatic" ระบบนี้มันคืออะไร ทางร้านจะมาเฉลยให้ทราบกันครับ

Image Interpolation

อธิบายง่าย ๆ คือกระบวนการที่จะเกิดขึ้น เมื่อลูกค้าทำการปรับแก้ขนาดของภาพถ่ายดิจิตอลด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพ โดยการปรับแก้ขนาดดังกล่าวหมายถึงการ ย่อภาพ ขยายภาพ หมุนภาพ หรือบิดภาพ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ จะทำให้เกิดการสูญเสียหรือขาดหายของข้อมูลของภาพดิจิตอลในระดับพิกเซลล์อยู่ตลอดเวลา โปรแกรมตกแต่งภาพจึงจะต้องมีกระบวนการเพื่อเติมเต็มพิกเซลล์ที่หายไปหรือปรับแก้พิกเซลล์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ภาพที่ถูกแก้ไขมีความสวยงามมากที่สุด

เทคนิคการทำ Image Interpolation นั้นมีอยู่มากมายหลายแบบ แต่ที่มีอยู่ในโปรแกรม Adobe Photoshop รุ่นก่อนหน้านี้ จะมีทั้งหมด 5 แบบดังนี้ครับ

  • Nearest Neighbor เป็นเทคนิคที่ทำงานรวดเร็วที่สุด แต่ไม่ค่อยมีความแม่นยำจึงไม่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ควรใช้เฉพาะกับภาพกราฟฟิคที่ต้องการรักษาขอบภาพที่ชัดเจน
  • Bilinear เป็นเทคนิคอีกตัวหนึ่ง ที่ให้ผลลัพธ์ระดับปานกลางและไม่เป็นที่นิยม ควรใช้เทคนิคแบบ Bicubic แทน เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • Bicubic เป็นเทคนิคที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าสองแบบแรก เพราะจะมีการไล่โทนภาพที่สวยงามกว่า เหมาะสมกับการตกแต่งภาพถ่ายทุกประเภท
  • Bicubic Smoother เป็นเทคนิคที่ฐานอยู่บนเทคนิคแบบ Bicubic แต่เหมาะสำหรับการขยายภาพโดยเฉพาะ
  • Bicubic Sharper เป็นเทคนิคที่ฐานอยู่บนเทคนิคแบบ Bicubic เช่นกัน แต่จะเหมาะสำหรับการย่อภาพ เพราะว่าจะมีการรักษารายละเอียด และเพิ่มความคมชัดให้กับภาพด้วย แต่ในบางกรณีจะทำให้ภาพคมมากจนเกินไป (over-sharpen) หรือทำให้ภาพแตก
Nearest Neighbor Interpolation Example

*ทดสอบด้วยการขยายภาพด้วยอัตราขยายสูง ภาพจึงเบลอมาก แต่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละเทคนิคได้อย่างชัดเจน
เปรียบเทียบการขยายภาพด้วยเทคนิคที่แตกต่างกัน
ย่อภาพด้วยเทคนิค Bicubic Sharper บางกรณีภาพจะแตก

แล้วควรจะใช้เทคนิคแบบไหน?

โดยสรุปแล้ว สำหรับการตกแต่งภาพถ่ายส่วนใหญ่ เราควรเลือกใช้ Image Interpolation แบบ Bicubic ธรรมดา เพราะเป็นเทคนิคที่มีความสมดุลที่สุด และอาจใช้ Bicubic Smoother ได้เวลาขยายภาพ สำหรับเทคนิคแบบ Bicubic Sharper สำหรับย่อภาพนั้น ไม่แนะนำให้ใช้ครับ เนื่องจากในบางกรณีจะทำให้ภาพแตก ควรจะย่อด้วย Bicubic ธรรมดาแล้วใช้เทคนิคการเพิ่มความคมของภาพอื่น ๆ ที่มีความยึดหยุ่นในการปรับแต่งค่ามากกว่าเช่น Unsharp Mask, High Pass เป็นต้นจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด สำหรับเทคนิคแบบ Nearest-Neighbor นั้น จะใช้กับงานภาพกราฟฟิคบางงาน ที่ต้องการคงไว้ซึ่งความคมชัดของขอบของลายเส้นครับ

สำหรับการเลือกเทคนิคที่จะใช้นั้น เราสามารถเลือกได้เมื่อสั่งคำสั่ง Image Size (Ctrl+I) ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ที่ช่องล่างสุดดังภาพ
คำสั่ง Image Size

อย่างไรก็ตาม การตกแต่งภาพอื่น ๆ ด้วยโปรแกรม Photoshop เช่นการ Transform แบบต่าง ๆ อย่าง Scale, Rotate, Wrap ฯลฯ นั้นก็จะมีการทำ Image Interpolation เช่นกัน ลูกค้าสามารถตั้งค่าเทคนิค Image Interpolation มาตรฐานในการทำงานส่วนอื่นของโปรแกรมได้จากการไปที่ Preferences -> General -> Image Interpolation
ไปที่เมนู General" width="600" height="453" style="margin: 20px;" />

Bicubic Automatic

คราวนี้เราก็ทราบกันแล้วว่า Image Interpolation คืออะไร และควรเลือกใช้งานอย่างไร สำหรับใน Photoshop CS6 นั้นจะมีเทคนิคที่เพิ่มขึ้นมาคือ Bicubic Automatic ซึ่งจะเป็นการใช้ตัวโปรแกรม Photoshop ตัดสินใจเองว่าจะใช้เทคนิค Image Interpolation แบบไหน เช่นโปรแกรมจะใช้เทคนิค Bicubic Smoother เมื่อมีการขยายภาพ หรือ Bicubic Sharper เมื่อมีการย่อภาพโดยอัตโนมัติ

แต่อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า Bicubic Sharper นั้นจะทำให้ภาพคมขึ้นด้วย ซึ่งในบางกรณีจะทำให้ภาพมีความคมมากเกินไป (over-sharpen) หรือภาพแตก และบังเอิญว่าตัว Photoshop CS6 นั้น ได้ตั้งค่า Bicubic Automatic มาเป็นค่ามาตรฐาน เพราะฉะนั้นหากลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ Photoshop CS6 แล้วพบว่า ภาพคมเกินไปเวลาที่มีการปรับเปลี่ยนขนาดภาพ ก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนค่ามาตรฐานได้ที่หน้า Preferences ของโปรแกรมให้กลับไปเป็น Bicubic แบบธรรมดาได้ครับ

ย่อด้วยเทคนิค Bicubic ธรรมดา แล้วเพิ่มความคมชัดด้วย USM